วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2555
บทความเรื่องลักษณะของคำในภาษาไทย
1. เป็นคำภาษาโดด มีคำใช้โดยอิสระ ไม่ต้องเปลี่ยนรูปเพื่อบอก เพศ,พจน์,กาล เช่น พ่อ,แม่,เขย,ลุง,พระ เป็นคำแสดงเพศในตัว ฝูง,กอง,เดียว,เหล่า,เด็กๆ เป็นคำแสดงพจน์(จำนวน)ในตัว กำลัง,จะ,แล้ว,เพิ่ง,เมื่อวาน เป็นคำแสดงกาล(เวลา)ในตัว
2. คำไทยแท้ส่วนมากมีพยางค์เดียว เป็นคำที่มีความหมายสมบูรณ์ในตัว เข้าใจได้ทันที เช่น แมว,กบ,แม่,นอน,สวย,พ่อ,นา
3. สะกดตามมาตราตัวสะกดทั้ง 8 มาตรา และไม่มีคำใช้ทัณฑฆาต หรือตัวการันต์ เช่น มาตราแม่กก สะกดด้วย ก: ปาก,มาก,นัก,จัก,บอก
มาตราแม่กด สะกดด้วย ด: ปาด,ลด,สอด,ปิด,จุด
มาตราแม่กบ สะกดด้วย บ: รบ,พบ,จับ,สิบ,งบ
มาตราแม่กง สะกดด้วย ง: ลง,ราง,พุ่ง,ว่าง,รอง,มาตราแม่กน สะกดด้วย น: ฝัน,ปีน,กิน,ตน,นอน
มาตราแม่กม สะกดด้วย ม: นม,ตูม,นิ่ม,ขม,ซ้อม
มาตราแม่เกย สะกดด้วย ย: ย้าย,เฉย,รวย,หาย,สวย
มาตราแม่เกอว สะกดด้วย ว: ดาว,เลว,ชาว,ทิว,กิ่ว
4. มีเสียงวรรณยุกต์ทำให้ระดับเสียงต่างกัน,มีคำใช้กันมากขึ้น ,เกิดความไพเราะดังเสียงดนตรีและสามารถเลียนเสียงธรรมชาติได้อย่างไกล้เคียง เช่น โฮ่งๆ,กุ๊กๆ,เจี๊ยบๆ,ฉ่าๆ,ตุ้มๆ, วรรณยุกต์สร้างคำเลียนเสียงธรรมชาติได้อย่างใกล้เคียง
นอง,น่อง,น้อง ;ไร,ไร่,ไร้ วรรณยุกต์ทำให้มีเสียงต่างกัน
5. การสร้างคำ ภาษาไทยมีการยืมคำภาษาต่างประเทศมาใช้และมีการสร้างคำใหม่โดยการประสมคำ,ซ้ำคำ,ซ้อนคำ,การสมาส-สนธิ ฯลฯ เช่น พ่อมด,แม่น้ำ,วิ่งราว คือการนำคำไทยมาประสมกับคำไทย
รางชอล์ก,เพลงเชียร์,ของฟรี, คือการนำคำไทยมาประสมกับคำในภาษาอังกฤษ
มนุษย์+ศาสตร์ = มนุษยศาสตร์ ,ศิลป์+กรรม = ศิลปกรรม คือการนำคำจาก
ภาษาสันสกฤตสมาสกับคำภาษาสันสกฤต
ราช + โอวาท = ราโชวาท ,อิฏฐ + อารมณ์ = อิฏฐารมณ์ คือการนำคำจากภาษา
บาลีสนธิกับคำภาษาบาลี
6. การเรียงคำในประโยค ภาษาไทยเรียงเป็นประโยคแบบ ประธาน + กริยา + กรรม (ฉันกินไก่) ส่วนคำขยายจะเรียงไว้หลังที่ถูกขยายเสมอ เว้นแต่บอกปริมาณบางคำจะวางไว้ข้างหน้าหรือข้างหลังที่ถูกขยายก็ได้ เช่น เธอวิ่งช้า,ฉันเขียนสวย คำขยายอยู่หลังคำถูกขยายมากคนมากความ,มีหลายเรื่องที่อยากบอก คำบอกปริมาณอยู่หลังคำที่ถูกขยายเดินคนเดียวล้มคนเดียว,เรือนสามน้ำสี่ คำบอกจำนวนอยู่หลังคำที่ถูกขยายส่วนคำขยายกริยา และมีกรรมมารับ คำขยายจะอยู่หลังกรรม เช่น ฉันอ่านหนังสือมากมาย
7. มีลักษณนาม
ก. คำลักษณนามจะอยู่ข้างหลังคำวิเศษณ์บอกจำนวนนับเช่น ฉันรักแมวทั้ง 10 ตัว เข้าได้รับบ้าน 1 หลัง ที่ดิน 2 แปลงเป็นมรดก*ถ้าใช้คำว่า "เดียว" เป็นจำนวนนับ คำลักษณนามจะอยู่หน้าคำว่าเดียว เช่น ขวดเดียวก็เกินพอ
ข. คำลักษณนามตามหลังคำนามเพื่อลักษณะของนามนั้น เช่น ปลาตัวใหญ่นี้แพงมาก, ที่ดินแปลงนี้สวยจริง ๆ ,เทียนเล่มแดงหายไปไหน
8. ภาษาไทยมีการแบ่งวรรคตอนเป็นจังหวะ การเขียนภาษาไททยจำเป็นต้องแบ่งวรรคตอน ส่วนการพูดภาษาไทยก็จำเป็นต้องเว้นจังหวะให้ภฃถูกต้อง เพื่อความชัดเจนของข้อความที่จะพูดและเขียนนั้น เช่น ยานี้กินแล้วแข็งแรง ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน หมายความว่า ยานี้กินแล้วดี ยานี้กินแล้วแข็ง แรงไม่มีโรค โรคภัยเบียดเบียน หมายความว่า ยานี้กินแล้วไม่ดี
9. ภาษาไทยมีคำเลือกใช้ตามกาละเทศะ การเลือกใช้คำให้ถูกต้องเหมาะสมกับบุคคลแสดงถึงลักษณะของวัฒนธรรมทางภาษา สังคมไทยเป็นสังคมที่นับถืออาวุโส ทั้งคุณวุฒิ วัยวุฒิ ชาาติวุฒิ จึงมีคำใช้ตามฐานะของบุคคลเพื่อแสดงถึงความยกย่องกันและกัน ภาษาจึงมี "คำราชาศัพท์" ใช้ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของภาษาไทย
ความเชื่อและพิธีกรรมในวรรณคดีไทย
พระอภัยมณี
เรื่องราวเกี่ยวข้องกับภูติผี เทวดา และความเชื่อตามคำสอนทางศาสนามีความผูกพันทางด้านจิตใจกับชาวบ้านเป็นอย่างมาก และมีส่วนส่งเสริมให้กระทำความดีสร้างความสงบสุข ความอบอุ่นใจ (เพ็ญศรี จันทร์ดวง, 2542, หน้า 216) ดังนิทานคำกลอนเรื่องพระอภัยมณี กล่าวถึงการกระทำความดีและผลที่จะได้รับ ดังนี้
อย่าลุ่มหลงจงอุตส่าห์รักษาศีล ให้เพิ่มภิญโญไปดังใจหมาย
อย่าฆ่าสัตว์ตัดชีวิตคิดอุบาย จะจำตายตกนรกอเวจี
พี่แบ่งบุญบรรพชาสถาผล ส่วนกุศลให้สุดามารศรี
กลับไปอยู่คูหาในวารี อย่าได้มีห่วงใยอาลัยลาญ
ในด้านสภาพสังคมที่มีพื้นฐานความเชื่อภูตผี เทวดา สิ่งเร้นลับเป็นทุนเดิม รวมทั้งการอบรมให้เด็กต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ จะมีส่วนส่งเสริมให้เกิดการสืบทอดแนวความคิดและการปฏิบัติตนตามบรรทัดฐานของสังคม เป็นเรื่องของการสร้างความมั่นใจ และอบอุ่นใจในการดำรงชีวิต เช่น
ให้เคลิ้มเคล้นเห็นปีศาจประหวาดหวั่น อินทรีย์สั่นเศียรพองสยองขน
ท่านบิดาหาผู้ที่รู้มนต์ มาหลายคนเขาก็ว่าต้องอารักษ์
หลงละเมอเพ้อพูดกับผีสาง ที่เคียงข้างคนผู้ไม่รู้จัก
แต่หมอเฒ่าเป่าปัดชะงัดนัก ทั้งเซ่นวักหลายวันค่อยบรรเทา
ให้คนทรงลงผีว่าพี่เจ็บ ว่าเพราะเก็บดอกไม้ที่ท้ายเขา
ไม่งอนง้อขอสู่ทำดูเบา ท่านปู่เจ้าคุ้มแค้นจึงแทนทด
ครั้นตาหมอขอโทษก็โปรดให้ ที่จริงใจที่ก็รู้อยู่ว่าปด
แต่ชาวบ้านท่านถือข้างท้าวมด จึงสู้อดนิ่งไว้ในอุรา
(นิราศเมืองแกลง)
นิทานเรื่องแพะน้อยผู้น่าสงสาร
นิทานเรื่องแพะน้อยผู้น่าสงสาร
จัดทำโดย
นางสาวน้ำฝน ปะสังคะเต
รหัสนักศึกษา533410010354
สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
ดาวน์โหลดที่นี่ คลิกที่นี่
วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2555
เสียงพยัญชนะนาสิก
เสียงพยัญชนะนาสิก เป็นเสียงพยัญชนะที่เกิดจากการหย่อนเพดานอ่อนในปาก แล้วปล่อยอากาศอย่างอิสระออกทางจมูก อวัยวะในช่องปากรูปแบบต่าง ๆ ทำหน้าที่สั่นพ้องเสียงให้ก้อง แต่อากาศจะไม่ออกมาทางช่องปากเพราะถูกกักด้วยริมฝีปากหรือลิ้น นอกจากนี้ยังมีเสียงพยัญชนะอื่นที่ออกเสียงขึ้นจมูก (nasalized) ซึ่งพบได้ยาก
โดยหลักการแห่งการเกิดเสียง เสียงนาสิกเป็นเสียงกลุ่มซอนอแรนต์ (sonorant) ซึ่งหมายความว่าเสียงกลุ่มนี้จะไม่ปิดกั้นลมออก และเป็นเสียงก้องเสมอในแทบทุกภาษา เว้นแต่ภาษาไอซ์แลนด์กับภาษาเวลส์ที่มีแบบเสียงไม่ก้อง (ในขณะที่เสียงกลุ่มออบสตรูนต์ (obstruent) คือเสียงที่ปิดกั้นลมออก หรือปล่อยอากาศปริมาณน้อย และมีทั้งเสียงก้องและไม่ก้อง) อย่างไรก็ตามเสียงนาสิกต่าง ๆ ก็ถือว่าเป็นเสียงกักบนฐานที่เกิด เพราะการไหลของอากาศผ่านปากหยุดโดยสิ้นเชิง แต่ในขณะเดียวกันก็ปล่อยอากาศออกทางจมูกแทน จึงสามารถเรียกได้ว่าเสียงนาสิกมีพฤติกรรมที่เหมือนทั้งซอนอแรนต์และทั้งออบสตรูนต์ โดยทั่วไปเสียงนาสิกจะพิจารณาว่าเป็นซอนอแรนต์ตามคำอธิบาย แต่ในหลายภาษาเสียงนาสิกพัฒนามาจากหรือพัฒนาไปเป็นเสียงพยัญชนะกัก เสียงนาสิกมีแถบของพลังงานอยู่ที่ประมาณ 200 ถึง 2,000 เฮิรตซ์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)












